Tech stocks
การเงินการลงทุน
Real estate stocks
Bankstocks
Energy stocks
Thai stocks
Recent Posts
วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569
ฟันธง 3 หุ้นพลังงานสะอาด น่าเก็บยาวปี 2026 รับกระแสโลกเดือด
วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569
S&P 500 ร่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 2026: เกิดจากแรงเทขายหุ้น Tech จริงหรือไม่?
ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปี 2026 นักลงทุนหลายท่านอาจสังเกตเห็นความผันผวนของดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ที่มีการปรับตัวลดลง หรือเกิดแรงเทขายออกมา ซึ่งสร้างความกังวลให้กับตลาดตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง เราต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้:
ข้อเท็จจริงเรื่องวันหยุดตลาด (Market Holiday)
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (NYSE และ Nasdaq) จะ "ปิดทำการ" เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ (New Year's Day)
ดังนั้น ตัวเลขสีแดงหรือกราฟที่ร่วงลงที่คุณเห็นในช่วงเวลานี้ (ตามเวลาไทยที่เป็นวันที่ 1-2 มกราคม) มักจะมาจาก 2 แหล่งข้อมูลหลัก:
การซื้อขายวันสุดท้ายของปี 2025 (31 ธันวาคม): ซึ่งตลาดสหรัฐฯ ยังเปิดทำการอยู่ และอาจมีการเทขายส่งท้าย
ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures): ซึ่งอาจมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย หรือเป็นการตอบรับข่าวนอกเวลาทำการ
ทำไมถึงมีการ "เทขายหุ้น Tech" ในช่วงเวลานี้?
หากดัชนีร่วงลงจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Big Tech) สาเหตุหลักมักไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากกลไกของตลาดและการจัดพอร์ต ดังนี้:
แรงขายทำกำไร (Profit Taking): หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (เช่น NVIDIA, Microsoft, Apple) มักจะวิ่งขึ้นมาสูงมากตลอดทั้งปี 2025 นักลงทุนสถาบันและรายย่อยจึงมักฉวยโอกาสขายทำกำไรในวันสุดท้ายของปี เพื่อล็อคผลกำไร (Realize Gain) เข้ากระเป๋าก่อนเริ่มปีงบประมาณใหม่
การปรับพอร์ตลงทุน (Portfolio Rebalancing): กองทุนขนาดใหญ่จำเป็นต้องรักษาสัดส่วนการลงทุนตามนโยบาย หากหุ้น Tech ขึ้นเยอะจนสัดส่วนในพอร์ต "บวม" เกินเกณฑ์ พวกเขาจำเป็นต้องขายหุ้น Tech ออกเพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นกลุ่มอื่น (เช่น หุ้นคุณค่า หรือ Defensive Stocks) ให้สัดส่วนกลับมาสมดุลรับปี 2026
กลยุทธ์ทางภาษี (Tax Loss Harvesting): แม้ส่วนใหญ่จะทำกันก่อนสิ้นปี แต่ในวันสุดท้าย นักลงทุนบางส่วนอาจขายหุ้นตัวที่ขาดทุน หรือปรับพอร์ตครั้งสุดท้ายเพื่อให้ตัวเลขทางบัญชีและภาษีออกมาดีที่สุด
ความกังวลในปี 2026 (The 2026 Outlook Concern)
อีกสาเหตุที่ทำให้เกิดแรงเทขาย คือ "มุมมองความเสี่ยง" ของปี 2026
Valuation ที่ตึงตัว: นักลงทุนเริ่มมองว่าราคาหุ้น Tech หลายตัว แพงเกินไป (Overvalued) เมื่อเทียบกับรายได้ที่คาดการณ์
กระแส AI แผ่วลงหรือไม่?: ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่าการลงทุนมหาศาลใน AI จะสร้างกำไรกลับมาได้คุ้มค่าจริงหรือไม่ในปี 2026 ทำให้มีการลดความเสี่ยง (De-risk) ออกมาก่อน
S&P500 การร่วงลงในช่วงรอยต่อวันปีใหม่ (31 ธ.ค. - 2 ม.ค.) มักเป็นเรื่องของ "Sensation" (อารมณ์ตลาด) และ "Technicality" (เทคนิคการเงิน) และทุกๆสิ้นปีก่อนจะเข้าปีใหม่นักลงทุนเทขายระยะสั้นๆเพื่อเอากำไรเท่านั่นเป็นเรื่องปกติ ถ้าใครอยู่กับตลาดหุ้นมานานแล้วนา่จะรู้กันครับส่วนมือใหม่นี้คงจะตกใจแบบกระต่ายตื่นตูม มโนไปเองว่าบริษัทนั่นนี้จะล้มขาดทุนเลยรีบขายจนล้างพอร์ต 😅
คำแนะนำ: หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว การย่อตัวลงมาของ S&P 500 เพราะแรงขายทำกำไรระยะสั้น อาจเป็นโอกาสที่ดีในการ "Buy the Dip" หรือรอจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดี เมื่อตลาดเปิดทำการเต็มรูปแบบอีกครั้งและทิศทางของปี 2026 ชัดเจนขึ้น
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ภาพรวมพฤติกรรมตลาดในช่วงวันหยุดปีใหม่ ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินโดยตรง การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ
วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ต้อนรับปี 2026: จัดพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ ยังไงให้ 'รอด' และ 'รวย' ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง
เราเดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของปี 2025 แล้ว ปีนี้ถือเป็นปีแห่ง "บทพิสูจน์ของจริง" (The Year of Execution) สำหรับเทคโนโลยี AI และเป็นปีที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ พยายามลงจอดอย่างนุ่มนวล (Soft Landing) ท่ามกลางดอกเบี้ยที่เริ่มปรับตัวลงสู่ระดับปกติ
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำ การปรับพอร์ตในช่วงเวลานี้สำคัญมาก เพราะปี 2026 จะเป็นปีที่วัดกันที่ "คุณภาพของกำไร" มากกว่าแค่กระแสความหวังครับ
สรุปสถานการณ์เดือนธันวาคม 2025: เกิดอะไรขึ้นบ้าง?
Santa Claus Rally มาตามนัด: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคมยังคงคึกคัก โดยดัชนี S&P 500 ยังคงยืนเหนือระดับสำคัญ แรงหนุนหลักมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณชัดเจนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยในปีหน้า ทำให้ต้นทุนการเงินของบริษัทจดทะเบียนลดลง
AI ไม่ใช่แค่ Hype แต่คือรายได้: หุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า (Magnificent 7) เริ่มมีการแยกตัวชัดเจน บริษัทที่ทำกำไรจาก AI ได้จริง (Real Monetization) ราคายังไปต่อ ส่วนบริษัทที่มีแต่โปรเจกต์แต่ไร้กำไรเริ่มถูกเทขาย
การหมุนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation): เราเริ่มเห็นเม็ดเงินไหลออกจากหุ้นเทคฯ บางส่วน เข้าสู่กลุ่มที่ปลอดภัยกว่า (Defensive) และกลุ่มหุ้นขนาดกลาง (Mid-cap) เพื่อรองรับความผันผวนในปีหน้า
ปี 2026 ลงทุนอะไรดี? (ฉบับมนุษย์เงินเดือน)
สำหรับคนทำงานที่มีเวลาน้อยและเน้นสะสมความมั่งคั่งระยะยาว (Long-term Wealth) ธีมหลักของปี 2026 คือ "Quality & Resilience" (คุณภาพและความทนทาน)
กลยุทธ์ที่ดีที่สุดยังคงเป็น DCA (Dollar Cost Averaging) แต่ต้องเลือกสินทรัพย์ที่ทนทานต่อแรงเสียดทานเศรษฐกิจได้
📌 กองทุน ETF แนะนำ (เน้นถือยาว สบายใจ)
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ไม่อยากเฝ้าจอ แนะนำแบ่งพอร์ตดังนี้:
1. พอร์ตหลัก (Core Portfolio) - 50% ถึง 60%
VOO (Vanguard S&P 500 ETF):
เหตุผล: กองทุนสามัญประจำบ้าน ลงทุนใน 500 บริษัทที่แกร่งที่สุดในสหรัฐฯ ไม่ว่า AI จะรุ่งหรือร่วง หรือเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร บริษัทเหล่านี้คือกระดูกสันหลังของโลก
เหมาะสำหรับ: เป็นฐานของพอร์ตการลงทุน สะสมไปเรื่อยๆ ทุกเดือน
2. พอร์ตเติบโต (Growth Satellite) - 20% ถึง 30%
QQQM (Invesco NASDAQ 100 ETF - Mini):
เหตุผล: เป็นฝาแฝดของ QQQ แต่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า เหมาะสำหรับสาย DCA เน้นหุ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นผู้นำโลก ปี 2026 หุ้นกลุ่มนี้จะยังเติบโตได้จากการลดดอกเบี้ย
ข้อควรระวัง: ผันผวนสูงกว่า VOO
3. พอร์ตปันผล/ตั้งรับ (Defensive) - 10% ถึง 20%
SCHD (Schwab US Dividend Equity ETF):
เหตุผล: เน้นหุ้นที่มีกระแสเงินสดดีและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ หากปี 2026 เศรษฐกิจชะลอตัว หุ้นกลุ่มนี้จะช่วยพยุงพอร์ตไม่ให้ติดลบหนัก และได้กระแสเงินสดระหว่างทาง
📌 หุ้นรายตัว (Individual Stocks) ที่น่าจับตาปี 2026
หากคุณรับความเสี่ยงได้มากขึ้นและอยากเลือกหุ้นรายตัวเสริมพอร์ต นี่คือ 3 บริษัทที่พื้นฐานแน่นปึ้กสำหรับปีหน้า:
1. Microsoft (MSFT)
ธีม: AI Infrastructure & Software
ทำไมต้องปี 2026: ไมโครซอฟท์ได้เปลี่ยนผ่านจากการ "ทดลอง" AI มาเป็นการ "เก็บค่าสมาชิก" (Copilot) อย่างเต็มรูปแบบ รายได้มีความเสถียรสูงมากทั้งจาก Azure (Cloud) และ Office 365 ถือเป็นหุ้น Tech ที่ปลอดภัยที่สุดตัวหนึ่ง
2. Amazon (AMZN)
ธีม: Cloud & Logistics Efficiency
ทำไมต้องปี 2026: AWS ยังคงเป็นผู้นำ Cloud Computing ที่จำเป็นสำหรับการรัน AI ทั่วโลก นอกจากนี้ Amazon ได้ปรับปรุงระบบขนส่งจนกำไรขั้นต้นดีขึ้นมาก ปีหน้าจะเป็นปีเก็บเกี่ยวผลกำไรจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
3. Eli Lilly (LLY)
ธีม: Healthcare & Aging Society
ทำไมต้องปี 2026: เทรนด์ยาลดน้ำหนัก (GLP-1) และยาอัลไซเมอร์ ยังคงเป็น Mega Trend ที่ไปได้อีกไกลในปี 2026 ซึ่ง LLY เป็นผู้นำในตลาดนี้ และรายได้ยังเติบโตในอัตราเร่ง หุ้นกลุ่มยาถือเป็นหลุมหลบภัยที่ดีหากเศรษฐกิจผันผวน
แนะนำก่อนเริ่มปีใหม่
อย่าหยุด DCA: ตลาดหุ้นระยะสั้นคือเครื่องลงคะแนนเสียง แต่ระยะยาวคือเครื่องชั่งน้ำหนัก การลงทุนสม่ำเสมอชนะความผันผวนเสมอ
ถือเงินสดไว้บ้าง (10-15%): ปี 2026 อาจมีการปรับฐาน (Correction) ระหว่างทาง การมีเงินสดไว้ช้อนซื้อในวันที่ตลาดขาลง คือโอกาสทอง
ติดตาม Fed: แม้ดอกเบี้ยขาลงจะเป็นผลดี แต่ถ้าลงเร็วเกินไปอาจแปลว่าเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ต้องจับตาดูตัวเลขการจ้างงานให้ดี
Disclaimer: ข้อมูลนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568
เปลี่ยนเงิน 4,000 บาทให้เป็น 'เครื่องผลิตเงิน' ด้วยเทคนิค DCA สไตล์มี่จังในแอป Dime
นี่คือบทความวางแผนการลงทุนสไตล์ "มี่จัง" ที่เน้นความเรียบง่าย วินัย และพลังของดอกเบี้ยทบต้น สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีงบ 4,000 บาทต่อเดือนครับ
🐻 เคล็ดลับลงทุนสไตล์ "มี่จัง": มีเงินเหลือ 4,000 บาท ก็มั่งคั่งได้ในปี 2026
การเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ 15,000 บาท แล้วสามารถบริหารจนเหลือเงินออมได้ถึง 4,000 บาท (เกือบ 27% ของรายได้!) ถือว่าคุณมีวินัยทางการเงินที่ยอดเยี่ยมมากครับ ลุงหมีขอบอกเลยว่า "จุดเริ่มต้นนี้แหละที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ"
ในปี 2026 ที่โลกการเงินเข้าถึงง่ายกว่าเดิม การเอาเงิน 4,000 บาทไปวางให้ถูกที่ คือกุญแจสำคัญ มาดูกันว่าในบรรดา ETF ตัวท็อปที่คุณเลือกมา ตัวไหนคือ "เนื้อคู่" ของคุณน่าาาา
🔎 วิเคราะห์ 6 ETF ตัวแรง: เลือกตัวไหนให้พอร์ตปัง?
VOO (S&P 500): พี่ใหญ่ใจดี ลงทุนในหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 500 ตัวของอเมริกา เป็นพื้นฐานที่มี่จังแนะนำนะคะให้มีติดพอร์ตทุกคน
QQQ (Nasdaq 100): สายซิ่งเน้นเทคโนโลยี ถ้าคุณเชื่อว่า AI และนวัตกรรมจะยังโตไม่หยุดในปี 2026 ตัวนี้คือคำตอบ
SCHG (Growth): คล้าย QQQ แต่ออกแบบมาเพื่อเน้นหุ้นเติบโตโดยเฉพาะ และค่าธรรมเนียมถูกมาก (มี่จังชอบตัวนี้เป็นพิเศษสำหรับคนงบน้อย)
SCHD (Dividend): ขวัญใจสายปันผล คัดหุ้นพื้นฐานแกร่งที่จ่ายเงินสดสม่ำเสมอ เหมาะกับคนไม่ชอบความหวือหวา
JEPI (JPEI) & JEPQ (JPEQ): (คุณน่าจะหมายถึงตัวนี้) เป็น ETF ที่เน้น "กระแสเงินสดรายเดือน" โดยใช้กลยุทธ์พิเศษ เหมาะสำหรับคนอยากได้เงินปันผลมาช่วยใช้จ่ายทันที
💡 สูตรลงทุน 4,000 บาท สไตล์ลุงหมี (เลือกตามนิสัย)
แบบที่ 1: "มี่จังพุ่งทะยาน" (เน้นพอร์ตโตเร็ว)
SCHG 100% (4,000 บาท): ทุ่มไปที่หุ้นเติบโตอเมริกา เพราะ SCHG ค่าธรรมเนียมต่ำมาก ทำให้เงิน 4,000 ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพที่สุดในระยะยาว
แบบที่ 2: "สูตรมี่จังสมดุล" (เน้นมั่นคงและเติบโต)
VOO 2,000 บาท + SCHD 2,000 บาท: ได้ทั้งการเติบโตตามตลาดโลก (VOO) และความอุ่นใจจากเงินปันผล (SCHD) เป็นสูตรที่ลุงหมีแนะนำที่สุดสำหรับมือใหม่
แบบที่ 3: "สูตรมี่จังรับทรัพย์" (เน้นเงินปันผลรายเดือน)
JEPQ 2,000 บาท + SCHG 2,000 บาท: คุณจะได้เงินปันผลเข้าบัญชีทุกเดือนจาก JEPQ และยังได้ลุ้นพอร์ตโตจากหุ้น Growth ใน SCHG
🐻 บทสรุปจากมี่จังนะคะ
ในปี 2026 การมีวินัย DCA (การลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือน) คือสิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนเงินครับ แม้จะเริ่มที่ 4,000 บาท แต่ถ้าทำต่อเนื่อง 5-10 ปี พอร์ตของคุณจะเติบโตจนน่าตกใจ
และที่สำคัญที่สุด ยุคนี้เราไม่ต้องมีเงินแสนก็เป็นเจ้าของหุ้น Apple หรือ Microsoft ได้ เพราะมี่จังแนะนำให้ อยากลงทุนหุ้นสหรัฐด้วยแอป Dime เพราะแอปนี้ใช้ง่ายมาก เริ่มต้นแค่ 50 บาทก็ซื้อหุ้นอเมริกาได้ แถมยังแลกเงินฟรี (ตามเงื่อนไข) และซื้อเป็นเศษหุ้น (Fractional Shares) ได้เลย เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนสไตล์เราที่สุดค่ะ
วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ส่องอาณาจักร Mondelez: เมื่อ "Oreo และ Cadbury" กลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดให้นักลงทุน
หากพูดถึงเจ้าแห่งวงการขนมและของว่างระดับโลก ชื่อของ Mondelez International (MDLZ) ย่อมต้องอยู่ในอันดับต้นๆ เพราะนี่คือบริษัทที่ครอบครองแบรนด์ดังที่คนทั่วโลกต้องเคยทาน ไม่ว่าจะเป็น Oreo, Cadbury, Ritz, Toblerone หรือแม้แต่ลูกอม Halls
ในปี 2025 นี้ MDLZ กำลังถูกจับตามองอย่างมากในฐานะหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Staples) ที่มีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ แต่คำถามคือในมุมมองของนักลงทุน หุ้นตัวนี้ยัง "น่าเคี้ยว" เหมือนขนมของพวกเขาหรือไม่? มาวิเคราะห์ไปพร้อมกันครับ
อาณาจักรแบรนด์ที่แข็งแกร่ง (Brand Power)
จุดแข็งที่สุดของ MDLZ คือการมี "Economic Moat" หรือปราการทางธุรกิจที่สูงมาก จากพอร์ตโฟลิโอสินค้าที่แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก:
Biscuits & Baked Snacks: ผู้นำอันดับ 1 ของโลก (แบรนด์ Oreo, belVita, Ritz)
Chocolate: ผู้นำอันดับ 2 ของโลก (แบรนด์ Cadbury, Milka, Toblerone)
สินค้าเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อซ้ำสม่ำเสมอ และมีความยืดหยุ่นต่อราคาสูง (Pricing Power) หมายความว่าแม้บริษัทจะปรับราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่ยอดขายมักจะไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สถานะทางการเงินและทิศทางปี 2025
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า MDLZ ยังคงทำรายได้ในระดับ 36-37 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องทราบดังนี้
ความท้าทายจากต้นทุน "โกโก้" ในช่วงที่ผ่านมา ราคาโกโก้ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อกำไร (Margin) ในกลุ่มช็อกโกแลต ทำให้บริษัทคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ในปี 2025 อาจจะลดลงประมาณ 10% ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2026
การเติบโตในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) MDLZ เก่งมากในการเจาะตลาดอย่าง อินเดีย จีน และบราซิล ซึ่งกลุ่มชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นทำให้ความต้องการขนมพุ่งสูงตามไปด้วย
เงินปันผลที่สม่ำเสมอ: MDLZ เป็นหุ้นปันผลคุณภาพดี โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ที่ประมาณ 3.5% - 3.7% และมีการเพิ่มเงินปันผลต่อเนื่องมาหลายปี
วิเคราะห์ความน่าลงทุน: ควรซื้อตอนนี้ไหม?
นักวิเคราะห์จาก Wall Street ส่วนใหญ่ให้คำแนะนำ "Moderate Buy" (ซื้อสะสม) โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ย (Target Price) อยู่ในช่วง 67 - 73 ดอลลาร์ (ราคาปัจจุบันปลายปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 54-55 ดอลลาร์)
ข้อดี (Pros)
หุ้นปลอดภัย (Defensive Stock): เหมาะสำหรับช่วงเศรษฐกิจผันผวน
Valuation น่าสนใจ: ปัจจุบันหุ้นเทรดอยู่ที่ P/E ประมาณ 20 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและถูกกว่าคู่แข่งบางราย
กระแสเงินสดแข็งแกร่ง: บริษัทคาดการณ์ Free Cash Flow ในปี 2025 ไว้สูงกว่า 3 พันล้านดอลลาร์
ความเสี่ยง (Cons)
ราคาวัตถุดิบ: ความผันผวนของราคาโกโก้และน้ำตาลยังเป็นตัวกดดันกำไร
กระแสสุขภาพ: การใช้ยาในกลุ่ม GLP-1 (ยาลดน้ำหนัก) อาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคขนมหวานในระยะยาว
สรุป: เหมาะกับใคร?
หุ้น MDLZ เหมาะสำหรับ นักลงทุนสายคลาสสิก ที่เน้นความมั่นคง ต้องการเงินปันผล และอยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีแบรนด์ระดับโลก แม้จะไม่ได้หวังกำไรหวือหวาแบบหุ้นเทคโนโลยี แต่ MDLZ คือหุ้นที่ช่วยให้พอร์ตของคุณ "อยู่รอด" และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
อยากเริ่มลงทุนในหุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Mondelez? ไม่ต้องใช้เงินเยอะก็เป็นเจ้าของหุ้นต่างประเทศได้ง่ายๆ ผ่าน แอป Dime! เปิดบัญชีฟรี ลงทุนขั้นต่ำเพียง 50 บาท ก็เริ่มสะสมหุ้นระดับโลกได้แล้ววันนี้! ดาวน์โหลดแอป Dime! ที่ dime.co.th/JPZeWkbQ เปิดบัญชีแล้วกรอกรหัสชวนเพื่อน CONKHPOD เลย

.png)













