ถือเป็นสุดสัปดาห์ที่สั่นสะเทือนวงการเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง เมื่อสงครามการค้าของสหรัฐฯ มาถึงจุดพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจงัดมาตรการขั้นเด็ดขาด สั่งขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลกเป็น 15% แบบสายฟ้าแลบ เกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังการตัดสินใจนี้? เรามาสรุปให้ฟังกันครับ
จุดเริ่มต้นความเดือด: ศาลสูงสุดเบรกนโยบายเรือธง
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) มีมติ 6-3 ตัดสินว่าการที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมานั้น "เป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจ" และถือว่าโมฆะ ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เสียหน้าและอาจต้องคืนเงินภาษีมหาศาลให้กับภาคธุรกิจ
การสวนกลับทันควัน: จาก 10% ทะยานสู่ 15%
แน่นอนว่าคำตัดสินนี้ทำให้ทรัมป์โกรธจัด เขาโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียโจมตีคำตัดสินของศาลอย่างรุนแรง และแก้เกมด้วยการงัด มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนใช้มาก่อน มาเป็นเครื่องมือตอบโต้
เริ่มด้วย 10%: ทรัมป์เซ็นคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% ทันทีเพื่อทดแทนตัวเก่าที่ถูกศาลปัดตก
พุ่งเป็น 15% ทันควัน: เพียงแค่วันถัดมา ทรัมป์ประกาศยกระดับกำแพงภาษีจาก 10% ขึ้นเป็น 15% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่มาตรา 122 อนุญาตให้ประธานาธิบดีสั่งการได้ด้วยตัวเอง
เงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนและผู้ส่งออกต้องรู้
แม้ท่าทีของสหรัฐฯ จะดูดุดันและเอาแต่ใจ แต่การใช้อำนาจตามมาตรา 122 นี้มีข้อจำกัดที่สำคัญซ่อนอยู่ครับ
มีอายุจำกัดแค่ 150 วัน: มาตรการนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น
ต้องพึ่งสภาคองเกรส: หากทรัมป์ต้องการขยายเวลาเก็บภาษี 15% ต่อไปหลังจากครบกำหนด เขาจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งอาจมีการคัดค้านจากหลายฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ
🌍 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย
การขยับตัวครั้งนี้สร้างความไม่แน่นอนอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ภาคธุรกิจต้องแบกรับความเสี่ยงจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นกะทันหัน ขณะที่ประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมถึงผู้ส่งออกของไทย ต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหากการเจรจาต่อรองหลังจากนี้ไม่เป็นผล หรือทรัมป์สามารถดึงดันให้นโยบายนี้อยู่ถาวรได้ ตลาดการค้าโลกจะต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่อย่างแน่นอน







.png)



