Latest News

Tech stocks
การเงินการลงทุน

Real estate stocks

Bankstocks

Energy stocks

Thai stocks

Recent Posts

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สรุปมหากาพย์ ลุงทรัมป์โกรธจัด! ศาลสูงคว่ำนโยบายภาษี สวนกลับด้วยการสั่งเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 15% ทันที


 ถือเป็นสุดสัปดาห์ที่สั่นสะเทือนวงการเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง เมื่อสงครามการค้าของสหรัฐฯ มาถึงจุดพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจงัดมาตรการขั้นเด็ดขาด สั่งขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลกเป็น 15% แบบสายฟ้าแลบ เกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังการตัดสินใจนี้? เรามาสรุปให้ฟังกันครับ


 จุดเริ่มต้นความเดือด: ศาลสูงสุดเบรกนโยบายเรือธง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) มีมติ 6-3 ตัดสินว่าการที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมานั้น "เป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจ" และถือว่าโมฆะ ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เสียหน้าและอาจต้องคืนเงินภาษีมหาศาลให้กับภาคธุรกิจ


การสวนกลับทันควัน: จาก 10% ทะยานสู่ 15%

แน่นอนว่าคำตัดสินนี้ทำให้ทรัมป์โกรธจัด เขาโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียโจมตีคำตัดสินของศาลอย่างรุนแรง และแก้เกมด้วยการงัด มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนใช้มาก่อน มาเป็นเครื่องมือตอบโต้


เริ่มด้วย 10%: ทรัมป์เซ็นคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% ทันทีเพื่อทดแทนตัวเก่าที่ถูกศาลปัดตก

พุ่งเป็น 15% ทันควัน: เพียงแค่วันถัดมา ทรัมป์ประกาศยกระดับกำแพงภาษีจาก 10% ขึ้นเป็น 15% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่มาตรา 122 อนุญาตให้ประธานาธิบดีสั่งการได้ด้วยตัวเอง


เงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนและผู้ส่งออกต้องรู้

แม้ท่าทีของสหรัฐฯ จะดูดุดันและเอาแต่ใจ แต่การใช้อำนาจตามมาตรา 122 นี้มีข้อจำกัดที่สำคัญซ่อนอยู่ครับ

มีอายุจำกัดแค่ 150 วัน: มาตรการนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น

ต้องพึ่งสภาคองเกรส: หากทรัมป์ต้องการขยายเวลาเก็บภาษี 15% ต่อไปหลังจากครบกำหนด เขาจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งอาจมีการคัดค้านจากหลายฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ


🌍 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

การขยับตัวครั้งนี้สร้างความไม่แน่นอนอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ภาคธุรกิจต้องแบกรับความเสี่ยงจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นกะทันหัน ขณะที่ประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมถึงผู้ส่งออกของไทย ต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหากการเจรจาต่อรองหลังจากนี้ไม่เป็นผล หรือทรัมป์สามารถดึงดันให้นโยบายนี้อยู่ถาวรได้ ตลาดการค้าโลกจะต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่อย่างแน่นอน

ทำไมศาลฎีกาสหรัฐฯ ถึงสั่ง "โมฆะ" อำนาจเก็บภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์?


สวัสดีค่ะผู้อ่านมี่มี้ดอยทุกคน วันนี้เราจะมาพักเรื่องกราฟหุ้นกันสักแป๊บ แล้วมาคุยเรื่องข่าวการเมืองและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังร้อนระอุและอาจส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของเรากันค่ะ


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (20 กุมภาพันธ์ 2026) มีเหตุการณ์ระดับช็อกวงการ เมื่อ "ศาลฎีกาสหรัฐฯ" (U.S. Supreme Court) ได้มีคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ สั่งเบรกนโยบายการเก็บภาษีนำเข้า (Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มี่มี้ดอยสรุปมาให้แล้วค่ะ




จุดเริ่มต้นของปัญหา: ประธานาธิบดีมีอำนาจเก็บภาษีเองได้ไหม?

ปกติแล้วในสหรัฐฯ อำนาจในการดูแลเรื่องภาษีจะเป็นของ "สภาคองเกรส" (ฝ่ายนิติบัญญัติ) ค่ะ แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้วิธีทางลัด โดยไปดึงเอากฎหมายที่ชื่อว่า International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) หรือกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ มาอ้างเพื่อสั่งเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศแบบครอบจักรวาล


คำตัดสินของศาล: "ทำเกินขอบเขตอำนาจ"

ศาลฎีกามีมติ 6-3 ตัดสินว่า การที่ทรัมป์นำกฎหมาย IEEPA มาใช้เป็นข้ออ้างในการเก็บภาษีนั้น "ไม่ถูกต้อง" ศาลมองว่าอำนาจฉุกเฉินไม่ได้มีไว้ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีศุลกากรทั่วไปตามใจชอบ ดังนั้น "ฐานอำนาจทางกฎหมาย" ที่ทรัมป์ใช้อ้างจึงตกไป ทำให้คำสั่งเก็บภาษีเหล่านั้นกลายเป็น "โมฆะ"


ผลกระทบช็อกโลก: ต้องคืนเงิน 4 ล้านล้านบาท!

เมื่อคำสั่งเป็นโมฆะ แปลว่าที่เก็บภาษีเขามาตั้งนานนั้นเป็นการเก็บโดยมิชอบ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงตกที่นั่งลำบาก เพราะอาจจะต้องพิจารณา "คืนเงินภาษี" ทั้งหมดให้กับภาคธุรกิจและผู้นำเข้า ซึ่งคาดการณ์กันว่าตัวเลขนี้สูงถึง 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ!


ทรัมป์ว่าไง? (มีหรือจะยอม)

ทรัมป์ออกมาโต้ตอบทันทีว่าคำตัดสินนี้ "ไร้สาระ" และประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมแพ้ โดยทีมงานของเขากำลังหาช่องทางกฎหมายฉบับอื่นๆ มาบังคับใช้เพื่อเก็บภาษีนำเข้า 10% ให้จงได้ เรียกว่าสงครามการค้านี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่นอน


💡 ผลกระทบต่อนักลงทุนในมุมมองของมี่มี้ดอย

ข่าวนี้ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความผันผวนสูงค่ะ

ข้อดี: หุ้นกลุ่มค้าปลีก หรือบริษัทที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศอาจจะได้รับผลดีในระยะสั้น ต้นทุนถูกลง แถมอาจได้โชคหล่นทับจากเงินภาษีที่ได้คืน

ข้อควรระวัง: นโยบายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของสหรัฐฯ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน เราในฐานะนักลงทุนที่อาจจะมี ETF หรือหุ้นอเมริกาอยู่ในพอร์ต (อย่างเช่น กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ต่างๆ) ก็ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดว่า นโยบายการค้าก๊อกสองของทรัมป์จะออกมาในรูปแบบไหนค่ะ


การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ การติดตามข่าวสารเศรษฐกิจมหภาคแบบนี้จะช่วยให้เราปรับตัวและรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้นค่ะ

ถ้าชอบบทความสรุปข่าวเข้าใจง่ายๆ แบบนี้ อย่าลืมกดติดตามเพจและบล็อกของ มี่มี้ดอย ไว้ด้วยนะคะ!

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

MSFT สะเทือน! เมื่อ Windows ยิ่งอัพเดตยิ่งพัง ฟางเส้นสุดท้ายของโปรแกรมเมอร์ที่เตรียมหนีไปซบ Linux?


สัญญาณเตือนจากตลาดหุ้น ช่วงนี้หากใครตามดูกราฟหุ้น MSFT (Microsoft) อาจจะเห็นแรงสั่นสะเทือนที่น่าสนใจ แม้ไมโครซอฟท์จะเป็นยักษ์ใหญ่ที่ล้มยาก แต่กระแสลบจากผู้ใช้งานจริงเริ่มส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ล่าสุดเสียงบ่นไม่ใช่แค่มาจาก User ทั่วไป แต่มาจากกลุ่ม "โปรแกรมเมอร์" และ "Developers" ที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า "พอกันทีกับ Windows!"

อยากรู้เกี่ยวกับไอที พี่ชายคนนี้ได้เลยช่อง Ing บน youtube

ยิ่งอัพเดต = ยิ่งบัค? วงจรอุบาทว์ที่แก้ไม่หาย ประเด็นดราม่าหลักที่กำลังร้อนแรงคือคุณภาพของ Software Update ในระยะหลัง ที่ดูเหมือนรีบเข็นออกมาจนขาดการตรวจสอบ (QC) ที่ดีพอ

Fix 1, Break 2: แก้จุดนึง ไปพังอีกสองจุด อาการจอฟ้า (BSOD) หรือเครื่องค้างโดยไม่ทราบสาเหตุกลับมาหลอกหลอน

Bloatware ยัดเยียด: การพยายามยัดเยียดฟีเจอร์ AI, โฆษณาใน Start Menu หรือ Edge Browser ที่ลบยาก ทำให้เครื่องอืดและกินทรัพยากรโดยใช่เหตุ


เสียงโวยจากฝั่ง Dev: "ขอแค่ OS ที่ทำงานได้ ก็พอแล้ว" สำหรับโปรแกรมเมอร์ เวลาเป็นเงินเป็นทอง การที่ต้องมานั่งแก้ปัญหา Driver ชนกัน หรือ Environment พังหลังอัพเดต Windows เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แม้ Microsoft จะพยายามดึงใจด้วย WSL (Windows Subsystem for Linux) แต่หลายคนมองว่ามันเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สู้ย้ายไปใช้ Linux แท้ๆ เลยดีกว่า เสถียรกว่า เบากว่า และควบคุมทุกอย่างได้ดั่งใจ



Linux ทางรอดใหม่ที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ในอดีต Linux อาจดูใช้ยาก แต่ปัจจุบัน Distro อย่าง Ubuntu, Linux Mint หรือ Pop!_OS พัฒนา UX/UI จนใช้งานง่ายแทบไม่ต่างจาก Windows แถมยังรองรับเครื่องมือเขียนโค้ด (VS Code, Docker, Git) ได้ลื่นไหลกว่ามาก จึงไม่แปลกที่กระแส #SwitchToLinux จะกลับมาบูมอีกครั้งในหมู่คนทำงานสายเทค

 โจทย์ใหญ่ที่ Satya Nadella ต้องรีบแก้ หาก Microsoft ยังมองข้ามเรื่อง "Stability" (ความเสถียร) และมัวแต่โฟกัสการขายฟีเจอร์ใหม่ๆ ฐานลูกค้ากลุ่ม Power User อาจจะไหลออกไปจนกู่ไม่กลับ และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หุ้น MSFT ต้องเจอกับการปรับฐานครั้งใหญ่จริงๆ ก็เป็นได้

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

ฟันธง 3 หุ้นพลังงานสะอาด น่าเก็บยาวปี 2026 รับกระแสโลกเดือด


เจาะเทรนด์ "หุ้นพลังงานสะอาด" ปี 2026: โอกาสเติบโตรับโลกเดือด ตัวไหนน่าจับตามอง?
เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2026 กระแสการลงทุนที่ยังคงร้อนแรงและไม่มีทางตกเทรนด์คือ "Green Energy" หรือพลังงานสะอาด เพราะวิกฤตสภาพอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลทั่วโลกต้องอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย Net Zero

ปี 2026 จึงเป็นปีที่เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "ทางเลือก" แต่เป็น "ทางหลัก" มาดูกันว่ากลุ่มไหนและหุ้นตัวไหนน่าสนใจบ้าง



3 ธีมหลักพลังงานสะอาดที่น่าจับตาในปี 2026
1. Solar & Energy Storage (แสงอาทิตย์และระบบกักเก็บ)
หมดยุคที่พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตได้แต่เก็บไว้ใช้ตอนกลางคืนไม่ได้ ปี 2026 จะเป็นปีทองของ Battery Storage หรือระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน
First Solar (FSLR): ผู้นำด้านแผงโซลาร์เซลล์ฟิล์มบางจากสหรัฐฯ ที่ได้ประโยชน์เต็มๆ จากนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลอเมริกา
Enphase Energy (ENPH): เจ้าตลาดด้าน Microinverter และระบบจัดการพลังงานในบ้านที่ครบวงจร

2. EV Ecosystem (ระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า)
ตลาดรถ EV อาจมีการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือด แต่ผู้ที่ชนะจริงๆ คือผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญและโครงสร้างพื้นฐาน
Tesla (TSLA): ไม่ใช่แค่ขายรถ แต่คือผู้นำด้าน AI และเครือข่ายสถานีชาร์จ (Supercharger) ที่ใหญ่ที่สุด
Albemarle (ALB): เบื้องหลังความสำเร็จของ EV คือ "ลิเธียม" และนี่คือหนึ่งในผู้ผลิตลิเธียมรายใหญ่ที่สุดของโลก

3. Utility Giants (ยักษ์ใหญ่โรงไฟฟ้า)
บริษัทโรงไฟฟ้าดั้งเดิมที่ปรับตัวมาลุยพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มตัว จะมีความมั่นคงสูงกว่าสตาร์ทอัพ
NextEra Energy (NEE): บริษัทสาธารณูปโภคด้านพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Market Cap) ผู้นำด้านพลังงานลมและแสงอาทิตย์ จ่ายปันผลสม่ำเสมอ เหมาะกับการถือระยะยาว

ทำไมต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ?
แม้หุ้นโรงไฟฟ้าในไทยจะน่าสนใจ แต่ต้องยอมรับว่า "เทคโนโลยีต้นน้ำ" และ "ตลาดที่ใหญ่ที่สุด" อยู่ในฝั่งอเมริกาและจีน การกระจายพอร์ตไปลงทุนหุ้นต่างประเทศจะช่วยเปิดโอกาสรับผลตอบแทนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เป็นผู้นำเทรนด์จริงๆ

ข้อควรระวัง: การลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงานมีความผันผวนสูง ควรศึกษาข้อมูลและกระจายความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ




อยากเป็นเจ้าของหุ้นโลก เริ่มต้นง่ายนิดเดียว!
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจอยากลงทุนในหุ้นอย่าง Tesla, NextEra หรือ First Solar แต่กังวลว่าต้องใช้เงินก้อนโต หรือขั้นตอนยุ่งยาก ขอแนะนำให้ลืมภาพจำเดิมๆ ไปได้เลย

ถ้าอยากลงทุนหุ้นต่างประเทศ นี่เลยแอป Dime! ลงทุนขั้นต่ำแค่ 50 บาท

ไม่ว่าคุณจะมีงบหลักร้อยหรือหลักล้าน ก็สามารถเป็นเจ้าของหุ้นระดับโลกได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Dime (ไดม์)

✅ เริ่มต้นแค่ 50 บาท: ซื้อหุ้นสหรัฐฯ เป็นเศษหุ้นได้ (Fractional Shares) ไม่ต้องซื้อเต็มหุ้น

✅ ฟรีค่าธรรมเนียม: ฟรีค่าคอมมิชชัน 1 ครั้งต่อเดือน (สำหรับบัญชีปกติ)

✅ แลกเงินเรทดี: แลกเงินบาทเป็นดอลลาร์ในแอปได้เลย เรทถูกและสะดวกมาก

อย่าปล่อยให้โอกาสเติบโตไปกับเทรนด์โลกหลุดมือ โหลด Dime แล้วเริ่มสร้างพอร์ตพลังงานสะอาดของคุณได้เลยวันนี้!

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

S&P 500 ร่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 2026: เกิดจากแรงเทขายหุ้น Tech จริงหรือไม่?


ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปี 2026 นักลงทุนหลายท่านอาจสังเกตเห็นความผันผวนของดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ที่มีการปรับตัวลดลง หรือเกิดแรงเทขายออกมา ซึ่งสร้างความกังวลให้กับตลาดตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง เราต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้:


ข้อเท็จจริงเรื่องวันหยุดตลาด (Market Holiday)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (NYSE และ Nasdaq) จะ "ปิดทำการ" เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ (New Year's Day)

ดังนั้น ตัวเลขสีแดงหรือกราฟที่ร่วงลงที่คุณเห็นในช่วงเวลานี้ (ตามเวลาไทยที่เป็นวันที่ 1-2 มกราคม) มักจะมาจาก 2 แหล่งข้อมูลหลัก:

การซื้อขายวันสุดท้ายของปี 2025 (31 ธันวาคม): ซึ่งตลาดสหรัฐฯ ยังเปิดทำการอยู่ และอาจมีการเทขายส่งท้าย

ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures): ซึ่งอาจมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย หรือเป็นการตอบรับข่าวนอกเวลาทำการ




ทำไมถึงมีการ "เทขายหุ้น Tech" ในช่วงเวลานี้?

หากดัชนีร่วงลงจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Big Tech) สาเหตุหลักมักไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากกลไกของตลาดและการจัดพอร์ต ดังนี้:

แรงขายทำกำไร (Profit Taking): หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (เช่น NVIDIA, Microsoft, Apple) มักจะวิ่งขึ้นมาสูงมากตลอดทั้งปี 2025 นักลงทุนสถาบันและรายย่อยจึงมักฉวยโอกาสขายทำกำไรในวันสุดท้ายของปี เพื่อล็อคผลกำไร (Realize Gain) เข้ากระเป๋าก่อนเริ่มปีงบประมาณใหม่

การปรับพอร์ตลงทุน (Portfolio Rebalancing): กองทุนขนาดใหญ่จำเป็นต้องรักษาสัดส่วนการลงทุนตามนโยบาย หากหุ้น Tech ขึ้นเยอะจนสัดส่วนในพอร์ต "บวม" เกินเกณฑ์ พวกเขาจำเป็นต้องขายหุ้น Tech ออกเพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นกลุ่มอื่น (เช่น หุ้นคุณค่า หรือ Defensive Stocks) ให้สัดส่วนกลับมาสมดุลรับปี 2026

กลยุทธ์ทางภาษี (Tax Loss Harvesting): แม้ส่วนใหญ่จะทำกันก่อนสิ้นปี แต่ในวันสุดท้าย นักลงทุนบางส่วนอาจขายหุ้นตัวที่ขาดทุน หรือปรับพอร์ตครั้งสุดท้ายเพื่อให้ตัวเลขทางบัญชีและภาษีออกมาดีที่สุด


ความกังวลในปี 2026 (The 2026 Outlook Concern)

อีกสาเหตุที่ทำให้เกิดแรงเทขาย คือ "มุมมองความเสี่ยง" ของปี 2026

Valuation ที่ตึงตัว: นักลงทุนเริ่มมองว่าราคาหุ้น Tech หลายตัว แพงเกินไป (Overvalued) เมื่อเทียบกับรายได้ที่คาดการณ์

กระแส AI แผ่วลงหรือไม่?: ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่าการลงทุนมหาศาลใน AI จะสร้างกำไรกลับมาได้คุ้มค่าจริงหรือไม่ในปี 2026 ทำให้มีการลดความเสี่ยง (De-risk) ออกมาก่อน


S&P500 การร่วงลงในช่วงรอยต่อวันปีใหม่ (31 ธ.ค. - 2 ม.ค.) มักเป็นเรื่องของ "Sensation" (อารมณ์ตลาด) และ "Technicality" (เทคนิคการเงิน) และทุกๆสิ้นปีก่อนจะเข้าปีใหม่นักลงทุนเทขายระยะสั้นๆเพื่อเอากำไรเท่านั่นเป็นเรื่องปกติ ถ้าใครอยู่กับตลาดหุ้นมานานแล้วนา่จะรู้กันครับส่วนมือใหม่นี้คงจะตกใจแบบกระต่ายตื่นตูม มโนไปเองว่าบริษัทนั่นนี้จะล้มขาดทุนเลยรีบขายจนล้างพอร์ต 😅




คำแนะนำ: หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว การย่อตัวลงมาของ S&P 500 เพราะแรงขายทำกำไรระยะสั้น อาจเป็นโอกาสที่ดีในการ "Buy the Dip" หรือรอจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดี เมื่อตลาดเปิดทำการเต็มรูปแบบอีกครั้งและทิศทางของปี 2026 ชัดเจนขึ้น

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ภาพรวมพฤติกรรมตลาดในช่วงวันหยุดปีใหม่ ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินโดยตรง การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

Video

lungmieและทีมงาน

เว็บไซต์นี้เกี่ยวกับข่าวสารบทความที่หลากหลายการเงินการลงทุนและเรื่องจิปาถะ

ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์